รายงานองค์การการท่องเที่ยวโลก เรื่อง การจำกัดการเดินทาง อันเป็นผลสืบเนื่องมาจาก สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ที่มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ฉบับที่ ๘ วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๖๓

รายงานองค์การการท่องเที่ยวโลก เรื่อง การจำกัดการเดินทาง อันเป็นผลสืบเนื่องมาจาก สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ที่มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ฉบับที่ ๘ วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๖๓

การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (โควิด – ๑๙) ก่อให้เกิดผลกระทบ ต่อสังคม เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว อย่างเหนือความคาดหมาย โดยมาตรการกำหนดการจำกัดการเดินทาง (Travel Restrictions) เป็นเครื่องมือสำคัญที่หลายประเทศนำมาใช้ โดยในช่วงต้นของการเกิดสถานการณ์โควิด – ๑๙ ในเดือนมีนาคม ๒๕๖๓ มาตรการดังกล่าวถูกนำมาใช้มากในภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก และยุโรป แต่ต่อมา เมื่อการแพร่ระบาดของโรคกว้างขวางมากขึ้น จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ล้วนหันมาใช้มาตรการดังกล่าวกันโดยถ้วนหน้า จากข้อมูลเมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ร้อยละ ๗๕ ของจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยว มีการปิดการเดินทางเข้าประเทศโดยสิ้นเชิง ส่งผลกระทบให้การท่องเที่ยวเกิดการชะงักงัน แต่หลังจากนั้น ได้มีการผ่อนคลายมาตรการ เกิดขึ้นมาตามลำดับ ตามระดับองค์ความรู้เกี่ยวกับโรคระบาดที่เพิ่มสูงขึ้น

ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของสถานการณ์โควิด – ๑๙ องค์การการท่องเที่ยวโลก (UN World Tourism Organization) ได้ริเริ่มการจัดทำและเผยแพร่ รายงานการจำกัดการเดินทาง (Travel Restrictions) โดยอาศัยสถิติข้อมูลที่รวบรวมจากจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยว รวม ๒๑๗ แห่งทั่วโลก มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยบรรเทาและฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยว โดยเมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๖๓ องค์การ การท่องเที่ยวโลก ได้เผยแพร่ “รายงานองค์การการท่องเที่ยวโลก เรื่อง การจำกัดการเดินทาง อันเป็น ผลสืบเนื่องมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ที่มีผลกระทบต่อ การท่องเที่ยว ฉบับที่ ๘” (UNWTO Report : 8th Report on Travel Restrictions) รายงานว่า ประเทศที่ยังไม่เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมีแนวโน้มลดลงจำนวน โดยพบว่าร้อยละ ๗๐ ได้ผ่อนปรนการจำกัดการเดินทางแล้ว เหลือเพียงประมาณร้อยละ ๒๕ ที่ยังคงไม่เปิดรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติโดยสิ้นเชิง

รายงานดังกล่าวยังระบุด้วยว่า ในช่วงเดือนกันยายน – ตุลาคม ๒๕๖๓ มีจำนวนจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่มีได้ผ่อนปรนการจำกัดการเดินทางเพิ่มมากขึ้น ๓๗ แห่ง (เมื่อวันที่ ๑ กันยายน มีการผ่อนปรน ๑๑๕ แห่ง และเพิ่มขึ้นเป็น ๑๕๒ แห่ง เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน) และในทางตรงกันข้าม มีจำนวนจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่ยังคงปิดรับนักท่องเที่ยวลดลงเหลือเพียง ๕๙ แห่ง (ลดลง ๓๔ แห่ง ในช่วง ๒ เดือนดังกล่าว)

เลขาธิการองค์การการท่องเที่ยวโลก UNWTO (นาย Zurab Pololikashvili) ได้แสดงความเห็นว่า การยกเลิกการจำกัดการเดินทางมีความสำคัญยิ่งต่อการขับเคลื่อนการฟื้นตัวจากผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจ ที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์โควิด – ๑๙ โดยเห็นว่า รัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเดินทาง บนพื้นฐานข้อมูลด้วยความรับผิดชอบ ร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อผลักดันการยกเลิกการจำกัดการเดินทาง ในโอกาสแรกที่สามารถกระทำได้อย่างปลอดภัย

รายงานองค์การการท่องเที่ยวโลก เรื่อง การจำกัดการเดินทางฯ ฉบับที่ ๘ นี้ ชี้ให้เห็นว่า จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่มีการบริหารจัดการด้านสุขภาวะและสิ่งแวดล้อมที่ดี เป็นกลุ่มที่มีการผ่อนปรนการจำกัดการเดินทางได้รวดเร็วกว่า นอกจากนี้ จุดหมายปลายทางที่มีการบริหารจัดการด้านดังกล่าวได้ดียังมีการประยุกต์ใช้แนวทางดำเนินการที่แตกต่างหลากหลาย อาศัยการบริหารความเสี่ยงหลายรูปแบบ มาใช้จัดการกับการพิจารณาผ่อนปรนการจำกัดการเดินทางได้อีกด้วย

นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างภูมิภาคต่าง ๆ จะพบว่ายุโรป อเมริกา แอฟริกา และตะวันออกกลาง มีแนวโน้มผ่อนปรนการจำกัดการเดินทางตามลำดับจากมากมาน้อย ส่วนเอเชียแปซิฟิก เป็นภูมิภาคที่ยังมีการผ่อนปรนน้อย โดยรายงานยังเน้นย้ำบทบาทที่สำคัญของรัฐบาลที่อาจมีต่อการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว โดยในบรรดาประเทศที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางออกไปท่องเที่ยวต่างประเทศ (Tourism Source Market) มากที่สุด ๑๐ ประเทศ ตามลำดับจากมากไปน้อย คือ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี จีน ฮ่องกง สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส แคนาดา รัสเซีย อิตาลี และเนเธอร์แลนด์ นั้น มีอยู่ ๔ ประเทศ ที่ออกข้อแนะนำไม่สนับสนุนการเดินทางระหว่างประเทศที่ไม่จำเป็นเร่งด่วน ส่วนอีก ๖ ประเทศที่เหลือ มีข้อแนะนำการเดินทางโดยอ้างอิงการประเมินความเสี่ยงจากข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นรายกรณี

ข้อแนะนำของรัฐบาลประเทศต่าง ๆ สำหรับการเดินทางของพลเมืองประเทศตน ไปยังต่างประเทศ นับว่ามีอิทธิพลมากขึ้นต่อการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงสถานการณ์โควิด – ๑๙ โดยมีข้อสังเกตเกี่ยวกับข้อแนะนำการเดินทางของกลุ่มประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเที่ยวนอกประเทศ มากที่สุด ๑๐ อันดับตามข้างต้น ดังนี้

• จีน ฮ่องกง แคนาดา และรัสเซีย ออกข้อแนะนำอย่างกว้าง ๆ ว่าให้หลีกเลี่ยง การเดินทางระหว่างประเทศในกรณีที่ไม่มีความจำเป็นจริง ๆ ซึ่งคำแนะนำของรัฐบาลทั้ง ๔ ประเทศนี้ ส่งผลกระทบต่อการเดินทางท่องเที่ยวของผู้คนจำนวนมาก (ตามข้อมูลปี ๒๕๖๑ จำนวนพลเมืองจาก ๔ ประเทศนี้ ที่เดินทางไปต่างประเทศ คิดเป็นร้อยละ ๑๙ ของผู้เดินทางทั้งหมดทั่วโลก)

• สหรัฐอเมริกา เยอรมนี สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส อิตาลี และเนเธอร์แลนด์ ออกข้อแนะนำที่มีรายละเอียดหลากหลาย และอนุญาตการเดินทางไปยังจุดหมายปลายบางแห่ง ที่ผ่านการประเมินความเสี่ยงเป็นการเฉพาะ (สหรัฐอเมริกา และฝรั่งเศส ออกคำแนะนำเป็นรายประเทศ ส่วนเยอรมนี สหราชอาณาจักร และอิตาลี ออกข้อแนะนำการเดินทางโดยจำแนกกลุ่มประเทศจุดหมาย ตามระดับความเสี่ยง (เช่น ปานกลาง และสูง) โดยกรณีเนเธอร์แลนด์มีการใช้รหัสสีเพื่อบ่งชี้ระดับความเสี่ยงของกลุ่มประเทศจุดหมายปลายทาง) (ตามข้อมูลปี ๒๕๖๑ จำนวนพลเมืองจาก ๖ ประเทศนี้ ที่เดินทางไปต่างประเทศ คิดเป็นร้อยละ ๓๐ ของผู้เดินทางทั้งหมดทั่วโลก)

จากสถานการณ์โควิด – ๑๙ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่องรวดเร็ว ส่งผลให้ข้อแนะนำ การเดินทางไปต่างประเทศ ที่ออกโดยรัฐบาลประเทศต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตลอดเวลาด้วยเช่นกัน ผู้เดินทางชาวต่างชาติจึงต้องเผชิญความท้าทายในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะการทำความเข้าใจ กับข้อจำกัดของประเทศจุดหมายปลายทาง ตลอดจนข้อคำแนะนำการเดินทางของรัฐบาลของตน ในแง่ต่าง ๆ เช่น การประกัน ค่าใช้จ่ายเพื่อรับการตรวจเชื้อโควิด – ๑๙ และผลที่เกิดขึ้นหากต้องเข้ารับ การกักกันโรค

ปัจจุบัน ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ได้พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดช่วงระยะเวลา ๙ เดือนที่ผ่านมา ทั้งโดยการศึกษาวิจัยอย่างเป็นระเบียบแบบแผน หรือแม้แต่โดย การลองผิดลองถูกก็ตาม บทเรียนจากการดำเนินการทางสังคม (นอกเหนือไปจากด้านการแพทย์) อาทิ การปิดประเทศห้ามการเดินทาง มาตรการกักตัวไว้เพื่อเฝ้าระวังโรค การปิดพรมแดน การตรวจ เฝ้าระวัง และสอบสวนโรค การเว้นระยะทางกายภาพระหว่างบุคคล การยกระดับมาตรการด้านสุขสภาวะ (เช่น การล้างมือ และสวมหน้ากากอนามัย) รวมทั้งการกำหนดแนวปฏิบัติด้านสุขสภาวะโดยทั่วไป หรือโดยเฉพาะสำหรับภาคการท่องเที่ยว ล้วนมีส่วนช่วยในการรับมือกับสถานการณ์โควิด – ๑๙ ในระดับสากล ส่งผลให้การผ่อนคลายการจำกัดการเดินทางเกิดขึ้นได้จริง ปัจจุบันประเทศต่าง ๆ สามารถกำหนดใช้แนวทางเฉพาะ ที่ผ่านการประเมินความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ได้เป็นรายกรณี โดยมีจุดมุ่งหมายที่สำคัญ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางระหว่างประเทศ การปิดพรมแดนแบบสิ้นเชิงจะถูกแทนที่ โดยมาตรการที่ผ่อนคลายมากขึ้น เช่น การปิดเป็นบางส่วน การตรวจโรคเมื่อผ่านด่านเข้าเมือง และ การกักตัวเพื่อเฝ้าระวังโรค ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่สุดที่ควรคำนึงถึง คือ การผ่อนคลายการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศจำต้องดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน พิจารณาปัจจัยรอบด้านด้วยความรอบคอบ และรับผิดชอบ พร้อมทั้งต้องมีการสื่อสารที่ชัดเจนต่อประชาชน นักเดินทาง และนักท่องเที่ยว

เมื่อพิจารณาถึงพัฒนาการของสถานการณ์โควิด – ๑๙ ที่เกิดขึ้นทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง พบว่ารัฐบาลหลายประเทศเห็นพ้องว่า การจำกัดการเดินทางสามารถปรับเปลี่ยนความเข้มข้นของข้อจำกัด ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้ตลอดเวลา ทั้งนี้ การจำกัดการเดินทางเข้าประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วนับเป็นสิ่งท้าทายสำคัญ เนื่องจากมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละประเทศที่เป็นจุดหมายปลายทางของการเดินทาง และขึ้นอยู่กับข้อกำหนดด้านต่าง ๆ ของประเทศด้วย อาทิ การสาธารณสุข การต่างประเทศ การตรวจคนเข้าเมือง การท่องเที่ยว ซึ่งล้วนมีที่มาจากการรวบรวมประสบการณ์และข้อมูลของแต่ละประเทศ ที่ไม่เหมือนกัน

ในตอนท้ายของรายงานองค์การการท่องเที่ยวโลก เรื่อง การจำกัดการเดินทางฯ ฉบับที่ ๘ (UNWTO Report : 8th Report on Travel Restrictions) นี้ ได้สรุปความไว้ว่า การเพิ่มความสำคัญของ การบูรณาการข้อมูลตัวชี้วัดด้านระบาดวิทยา เข้ากับมาตรการเฝ้าระวังสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยว จะสามารถนำไปสู่การฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการผ่อนปรนการจำกัดการเดินทาง โดยอยู่บนพื้นฐานการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ ได้